ลำไส้อักเสบ

ลำไส้อักเสบ (Ulcerative Colitis) เกิดจากการอักเสบที่เยื่อบุผิวบริเวณลำไส้ใหญ่ และไส้ตรง ทำให้เกิดแผลที่ผนังทางเดินอาหาร และทำให้ลำไส้บีบตัวเร็วขึ้น ผู้ป่วยจึงเกิดอาการปวดท้อง แต่หลายคนอาจจะมองว่าโรคนี้เป็นโรคที่ไม่ร้ายแรง เพราะคิดว่าแค่กินยาก็หายเองได้ แต่หากเป็นซ้ำ ๆ หลาย ๆ ครั้งอาจทำให้เกิดโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังที่อันตรายถึงชีวิตได้ และยังมีอีกหลายคนที่มีความสงสัยว่าการรับประทานกล้วยสามารถรักษาโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังได้ วันนี้ทางโรงพยาบาลเพชรเวชจะช่วยไขข้อข้องใจเกี่ยวกับโรคนี้รวมถึงวิธีการรักษาร่วมด้วย 

อาการของโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง

  • ผู้ป่วยจะมีอาการปวดเกร็งบริเวณท้อง เนื่องจากลำไส้บีบตัว
     
  • อาจเกิดอาการท้องร่วงกะทันหัน ถ่ายวันละ 10-20 ครั้ง
     
  • อาจมีมูก หรือเลือดปนมากับอุจจาระในบางรายอาจมีไข้ขึ้นสูงร่วมด้วยได้
     
  • คลื่นไส้ อ่อนเพลีย น้ำหนักลด
     
  • นอกจากอาจมีอาการทางระบบอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ข้ออักเสบ ตาอักเสบ เป็นต้น

สาเหตุของโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง

อาจเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานผิดปกติ เมื่อมีสารพิษปนเปื้อนในอาหารที่รับประทานเข้าไป ภูมิคุ้มกันที่ทำหน้าที่ป้องกันและกำจัดสิ่งแปลกปลอมอาจกลับมาทำลายเนื้อเยื่อในร่างกายแทน ทำให้รักษายากและใช้เวลานาน ทำให้เกิดอาการลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรังในที่สุด 

การป้องกันลำไส้อักเสบ

โรคนี้สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากพฤติกรรมการดำเนินชีวิตของผู้ป่วย โดยเฉพาะพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เพราะเป็นโรคที่เกิดกับระบบทางเดินอาหารโดยตรง หากเราสามารถดูแลเรื่องสุขอนามัยในการรับประทานอาหารจะช่วยให้เราห่างไกลจากโรคนี้ได้ 

  • ไม่ควรรับประทานอาหารครั้งละมาก ๆ ควรทานเป็นมื้อเล็ก ๆ 5 หรือ 6 มื้อ และควรดูแลความสะอาดของอาหารอยู่เสมอ  
  • ปรับพฤติกรรมการดื่มน้ำ โดยดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอใน 1 วัน งดการดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงเพราะส่งผลให้ลำไส้ทำงานมากขึ้น 
  • ควรดูแลสุขอนามัยด้วยการล้างมือทั้งก่อน และหลังรับประทานอาหาร รวมถึงควรตรวจดูภาชนะที่ใส่อาหารว่าสะอาดหรือไม่

โรคลำไส้อักเสบเรื่องกล้วย ๆ

สำหรับการรักษาโรคลำไส้อักเสบผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกากใยเนื่องจากจะทำให้อาการแย่ลง ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการทานผลไม้รวมไปถึงกล้วยด้วยเช่นกัน แต่หากกล่าวถึงการป้องกันกล้วยถือเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่สามารถป้องกันโรคทางกระเพาะอาหารและลำไส้ได้ดี แต่ไม่ควรบริโภคในปริมาณที่มากจนเกินไป

เพิ่มจุลินทรีย์สู้โรคลำไส้

หนึ่งในวิธีที่เราสามารถทำได้ง่ายและมีผู้สงสัยกันเป็นอย่างมากว่าโยเกิร์ตสามารถช่วยเกี่ยวกับโรคทางลำไส้ได้หรือไม่ คำตอบคือมีส่วนช่วยได้เนื่องจากในโยเกิร์ตมีจุลินทรีย์ที่สามารถช่วยป้องกันโรคทางลำไส้ได้ แต่ต้องเป็นโยเกิร์ตที่มีไขมันต่ำ และไม่ควรบริโภคในปริมาณมากเกินไป
 

การรักษาโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง

โดยทั่วไปโรคลำไส้อักเสบแบบเฉียบพลันมักสามารถหายเองได้เพียงแต่ต้องมีการให้น้ำเกลือเพื่อไม่ให้ผู้ป่วยอ่อนเพลียจากภาวะขาดน้ำ แต่หากผู้ป่วยมีอาการท้องเสียรุนแรงมากหรือมีไข้สูงอาจต้องให้รับประทานยาแก้ปวดลดไข้ เช่น พาราเซตามอล ยาแก้ท้องเสียอย่างยาโลเพอราไมด์ แต่หากแพทย์พบว่าสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรียก็อาจให้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อและควบคุมการติดเชื้อ หากอาการของโรครุนแรงและไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา แพทย์จะผ่าตัดลำไส้บริเวณที่อักเสบออก
 

โพสท์ใน Fact Knowledge, สาระน่ารู้ | ปิดความเห็น บน ลำไส้อักเสบ

5 พฤติกรรมเสี่ยง โรคความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูง หรือ ความดันเลือดสูง นับว่าเป็นโรคที่น่ากลัวต่อร่างกายและพบได้บ่อย ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่รู้ตัว เนื่องจากไม่มีสัญญาณของอาการบ่งบอกอย่างชัดเจน

ผู้ที่มีวามเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง

1. พันธุกรรม คือคนที่มีบุคคลในครอบครัวเป็นโรคความดันโลหิตสูงซึ่งจะเกิดจากญาติสายตรง ได้แก่ พ่อ แม่ พี่น้อง ปู่ ย่า ตา ยาย

2.กลุ่มผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มีสาเหตุจำเพาะ ได้แก่คนที่มีภาวะ อ้วนมาก

3.สูบบุหรี่

4.ความเครียดสูง ผู้ป่วยที่รับประทานยา

5.ผู้ป่วยที่มีภาวะฮอร์โมนบกพร่องหรือฮอร์โมนเกินบางอย่าง

สัญญาณเตือนโรคความดันโลหิตสูง

อาการนำของโรคความดันโลหิตสูงบางคนจะมีอาการปวดศีรษะตุบๆ บริเวณท้ายทอย หรือมีอาการมึนวิงเวียนศีรษะ ในรายที่เป็นมากบางคนอาจจะมาด้วยภาวะไตวาย แขนขาอ่อนแรง

การป้องกันการเกิดโรคความดันโลหิตสูง

ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตหรือคนที่มีความจำเป็นที่ต้องใช้ยาโดยแพทย์ โดยการ

1.งดบุหรี่ หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

2.รับประทานอาหา

3.ไม่เครียด ทำจิตใจให้สงบ พักผ่อนให้เพียงพอให้ได้ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน

4.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

5.หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารเสริมที่เราไม่ทราบแหล่งที่มา เช่น ยาต้ม ยาหม้อ ยาลูกกลอน ซึ่งยาเหล่านี้ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงได้

โพสท์ใน Fact Knowledge, สาระน่ารู้ | ปิดความเห็น บน 5 พฤติกรรมเสี่ยง โรคความดันโลหิตสูง

กรดไหลย้อน

รดไหลย้อน  เป็น โรคของระบบทางเดินอาหาร ชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้ที่มี พฤติกรรมการรับประทานอาหารไม่เหมาะสม สูบบุหรี่ ดื่มสุรา มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีความเครียดสะสม เป็นต้น เมื่อเป็นแล้วก็จะหงุดหงิด ไม่เป็นอันทำอะไร เจ็บ ปวด แสบร้อนท้อง คลื่นไส้ อาเจียน จุกคอ แน่นหน้าอก เหมือนมีอะไรมาติดที่คอ ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอเปรี้ยว อาหารไม่ย่อย ลมกรดแก๊สดัน ปวดตึงบ่าไหล ใครที่เป็นแล้ว หรือเพิ่งเป็น ก็อย่าเพิ่งนอยด์ หรือ เครียดมากจนเกินไป เพราะโรคนี้ไม่ได้เป็นแค่คุณคนเดียว ยังสามารถ ฟื้นฟูดูแลให้กลับมาใช้ชีวิตเป็นปกติได้ 

กรดไหลย้อนมี 3 ระยะ

ระยะที่ 1 : โรคกระเพาะอาหาร
โรคกระเพาะอาหาร ถือเป็นสัญญาณเริ่มแรกของโรคกรดไหลย้อน ทำให้มักมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียดแน่น รวมถึงรู้สึกว่ามีลมในกระเพาะอาหาร ควรหันมากินอาหารให้ตรงเวลา

ระยะที่ 2 : ปัญหาลำไส้
สัญญาณต่อมาของโรคกรดไหลย้อนคือ จะเริ่มมีปัญหาลำไส้ ทำให้การย่อยไม่สมบูรณ์ มีอาหารตกค้างในลำไส้ ส่งผลให้ท้องผูก ขับถ่ายไม่ตรงเวลา เรอบ่อย รู้สึกแสบร้อนบริเวณหน้าอก กลืนลำบาก ผายลมเหม็น

ระยะที่ 3 : สารอาหารในเลือดน้อย
กรดไหลย้อนอาการหนักในระยะนี้ ร่างกายจะอ่อนเพลีย รู้สึกจุกแน่นท้องบ่อย แสบหน้าอก เรอมีรสเปรี้ยวและขมคอ ท้องผูก กลืนอาหารลำบาก น้ำหนักลด ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายและรับการรักษา งดอาหารไขมันสูง งดดื่มสุรา งดสูบบุหรี่ รวมถึงน้ำอัดลม ชา และกาแฟ

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ปิดความเห็น บน กรดไหลย้อน

Heat stroke หรือ โรคลมแดด

ภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาที่ทุกคนให้ความสำคัญ เพราะอุณหภูมิโลกมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ สำหรับประเทศไทยนั้นเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในเขตเส้นศูนย์สูตร เดิมมีฤดูร้อนเป็นหลักอยู่แล้ว เมื่อมีภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นทำให้สภาพอากาศของประเทศร้อนจัดเพิ่มขึ้น ประชาชนมีความเสี่ยงต่อโรคที่เป็นผลจากความร้อนโดยตรง นั้นก็คือ “โรคฮีทสโตรก” หรือ “โรคลมแดด” (Heat Stroke) ซึ่งมักจะพบในฤดูร้อน โดยเกิดจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด ทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทำให้ความร้อนในร่างกาย (Core Temperature) สูงกว่า 40 องศาเซลเซียส และไม่สามารถระบายความร้อนออกมาทันทีได้ โรคนี้เมื่อเกิดอาการต้องรีบรักษาเนื่องจากมีโอกาสเสียชีวิตสูง

อาการเบื้องต้นของโรคฮีทสโตรก

  • มีไข้สูงมากกว่า 40.5 องศาเซลเซียส
  • เมื่อยล้า อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน
  • อาการทางผิวหนัง : ไม่มีเหงื่อออก ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีแดงมากขึ้น
  • อาการทางระบบประสาท : ปวดศีรษะ สับสน ตอบสนองช้า ชัก ไม่รู้สึกตัว หมดสติ
  • อาการทางระบบไหลเวียนโลหิตและระบบการหายใจ : ความดันโลหิตต่ำ หายใจเร็ว มีการคั่งของของเหลวในปอด หัวใจเต้นผิดจังหวะ ปัสสาวะออกน้อยหรือสีเข้ม เพราะมีการสลายกล้ามเนื้อ นำไปสู่ภาวะไตวายเฉียบพลัน

ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจทำให้เสียชีวิตได้

สาเหตุของการเกิดโรคฮีทสโตรก แบ่งออกเป็น 2 ประเภท

  1. Classical Heat Stroke เกิดจากความร้อนในสิ่งแวดล้อมที่อาศัยอยู่มีมากเกินไปส่วนใหญ่เกิดในช่วงที่มีอากาศร้อน พบบ่อยในผู้ที่มีอายุมากและมีโรคเรื้อรัง มักเกี่ยวกับความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง อาการที่สำคัญ คือ อุณหภูมิร่างกายสูง ไม่มีเหงื่อ มักเกิดในช่วงมีคลื่นความร้อนสูง ( Heat Wave) และอยู่ในบ้านที่ปิดมิดไม่มีที่ระบายอากาศ
  2. Exertional Heat Stroke เกิดจากการออกกำลังที่หักโหมเกินไป มักจะเกิดในหน้าร้อนโดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้แรงงานและนักกรีฑา อาการคล้ายกับ Classical แต่ต่างตรงที่กลุ่มผู้ป่วยประเภทนี้จะมีเหงื่อออกมากต่อมาเหงื่อจะหยุดออก  นอกจากนี้ยังพบการเกิดการสลายเซลล์กล้ามเนื้อลาย โดยจะมีอาการแทรกซ้อน ได้แก่ ระดับโพแทสเซียมในเลือดสูง ระดับฟอสฟอรัสในเลือดสูง ระดับแคลเซียมในเลือดต่ำ และพบไมโอโกลบินในปัสสาวะด้วย เกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน หมดสติ ชัด อาจมีเลือดออกทุกทวาร

สัญญาณสำคัญของโรคฮีทสโตรก

        สัญญาณสำคัญของโรคฮีทสโตรก ก็คือ ไม่มีเหงื่อออก ตัวร้อนจัดขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกกระหายน้ำมาก วิงเวียน ปวดศีรษะ มึนงง คลื่นไส้ หายใจเร็ว อาเจียน ซึ่งต่างจากการเพลียจากแดดทั่วๆ ไป หากเกิดอาการดังกล่าวจะต้องหยุดพักทันที
 
การปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อเจอผู้ป่วยสงสัยโรคฮีทสโตรก

  • นำผู้มีอาการเข้าร่ม นอนราบ ยกเท้าสูงทั้งสองข้าง ถอดเสื้อผ้าออก 
  • ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบตามซอกตัว คอ รักแร้ ข้อพับ ขาหนีบ ศีรษะ  ร่วมกับการใช้พัดลมเป่า พ่นละอองน้ำ ระบายความร้อน
  •  เทน้ำเย็นราดลงบนตัวเพื่อลดอุณหภูมิร่างกายให้ลดต่ำลงโดยเร็วที่สุด แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาล 

วิธีการป้องกันโรคฮีทสโตรก

  • หากรู้ว่าจะต้องไปทำงานท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อน ก็ควรเตรียมตัวโดยการออกกำลังกายกลางแจ้งอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้งๆ อย่างน้อย 30 นาที เพื่อให้ร่างกายชินกับสภาพอากาศร้อน  เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ( Heat Acclimatization)
  • ดื่มน้ำ 1-2 แก้ว ก่อนออกจากบ้านในวันที่มีอากาศร้อนจัด และหากต้องอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนหรือออกกำลังกลางสภาพอากาศร้อน ควรดื่มน้ำให้ได้ชั่วโมงละ 1 ลิตร แม้จะไม่รู้สึกกระหายน้ำก็ตาม และแม้ว่าจะทำงานในที่ร่มก็ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว 
  • สวมใส่เสื้อผ้าที่มีสีอ่อน ไม่หนา น้ำหนักเบา และสามารถระบายความร้อนได้ดี 
  • ก่อนออกจากบ้านควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่าเอสพีเอฟ 15 ขึ้นไป 
  • หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดในวันที่อากาศร้อนจัด หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายในอากาศร้อนจัด ควรดื่มน้ำให้เพียงพอระหว่างออกกำลังกาย
  • หลีกเลี่ยงการกินยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก โดยเฉพาะก่อนการออกกำลังกายหรือการอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนเป็นเวลานาน 
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และยาเสพติดทุกชนิด 
  • ในเด็กเล็กและคนชราควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ต้องจัดให้อยู่ในห้องที่อากาศระบายได้ดี และอย่าปล่อยให้เด็กหรือคนชราอยู่ในรถที่ปิดสนิทตามลำพัง
โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ปิดความเห็น บน Heat stroke หรือ โรคลมแดด

5ข้ออันตราย ของบุหรี่ไฟฟ้า

บุหรี่ไฟฟ้า (Electronic Cigarette) หรือที่เรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า Vape คืออุปกรณ์ที่ใช้ในการสูบบุหรี่ที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่เพื่อสร้างความร้อนและสร้างสารในไอระเหยที่ผู้ใช้สูบเข้าไปในปอด  ปัจจุบันบุหรี่ไฟฟ้าถือเป็นสินค้าผิดกฎหมาย มีความผิดทั้งผู้นำเข้า ผู้ขายและผู้ใช้

        ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า เช่น บุหรี่ไฟฟ้าไม่เป็นอันตราย  เป็นเครื่องมือช่วยเลิกบุหรี่ หรือบุหรี่ไฟฟ้าช่วยลดการเกิดโรคมะเร็ง  ทางกรมควบคุมโรคได้ยืนยันชัดเจนว่า บุหรี่ไฟฟ้าถือว่ามีอันตรายรุนแรงเทียบเท่ากับบุหรี่ธรรมดา  จากการวิจัยล่าสุดพบว่า “บุหรี่ไฟฟ้า” ทำลายดีเอ็นเอของเซลล์ในช่องปาก เพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง  สารเคมีในบุหรี่ไฟฟ้า เช่น นิโคติน ซิลิเกต และฟอร์มาลดีไฮด์ เป็นอันตรายและส่งผลกกระทบต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกายที่เราไม่ควรมองข้าม ได้แก่

1. อันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ : การสูบบุหรี่ไฟฟ้าอาจทำให้เกิดการระคายเคืองในทางเดินหายใจและเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง โรคระบบเดินหายใจ เช่น โรคถุงลมอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) และภาวะหอบหืด
2. อันตรายต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด : การสูบบุหรี่ไฟฟ้ามีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และความดันโลหิตสูง สารพิษที่มีอยู่ในบุหรี่ไฟฟ้าอาจทำให้เส้นเลือดตีบและเกิดการอุดตันภายในหลอดเลือด
3. อันตรายต่อระบบทางเดินอาหาร : สารเคมีในบุหรี่ไฟฟ้ามีส่วนผสมที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหาร ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระเพาะอาหาร กรดไหลย้อน และระบบการย่อยอาหาร
4. อันตรายต่อระบบประสาท : การสูบบุหรี่ไฟฟ้าอาจส่งผลต่อระบบประสาทโดยเฉพาะการส่งสัญญาณประสาทภายในสมอง อาจทำให้เกิดอาการวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า มีความผิดปกติในการควบคุมการเคลื่อนไหว ปวดศีรษะ มึนงง
5. อันตรายต่อระบบการทำงานของร่างกาย : การสูบบุหรี่ไฟฟ้าอาจทำให้เกิดอาการเหนื่อยหอบ หายใจอ่อนแรง และความสามารถในการออกกำลังกายลดลง  ภูมิคุ้มลดลง ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคติดเชื้อ โรคต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น

        บุหรี่ไฟฟ้าติดง่ายและเลิกยากกว่าการเลิกบุหรี่แบบธรรมดาเนื่องจากระดับสารนิโคตินที่สูงกว่า สามารถแต่งกลิ่นและปริมาณตามความพอใจทำให้ผู้สูบรู้สึกเพลิดเพลินกับภัยเงียบดังกล่าวโดยไม่รู้ตัว  ดังนั้นเพื่อหลีกเหลี่ยงความเสี่ยงผลกระทบจากการสูบบุหรี่ จึงควรสร้างทางเลือกใหม่ให้กับสุขภาพของคุณ นั่นคือ “การป้องกันดีกว่าการรักษา” วันนี้ยังไม่สายเกินไปใช่ไหมที่จะ “ลด ละ เลิกบุหรี่”  ร่วมกันรณรงค์สร้างผลดีให้กับตัวคุณและครอบครัว

โพสท์ใน Fact Knowledge, สาระน่ารู้ | ปิดความเห็น บน 5ข้ออันตราย ของบุหรี่ไฟฟ้า

โรคที่ต้องระวังในฤดูร้อน

อุจจาระร่วงเฉียบพลัน (Acute Diarrhea)

เป็นภาวะที่มีการถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไป ภายใน 24 ชั่วโมง หรือถ่ายเป็นมูกเลือดมากกว่า 1 ครั้ง ซึ่งสามารถหายได้เองหากไม่มีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น แต่ในกรณีที่มีอาการรุนแรงมากขึ้น อาจจะถ่ายเหลวเป็นน้ำมากกว่า 10-20 ครั้งต่อวัน และไม่สามารถรับประทานอาหารหรือน้ำได้เลย ส่งผลให้ร่างกายเกิดภาวะช็อก หรือหมดสติจากการขาดน้ำได้

อาการอุจจาระร่วงเฉียบพลัน ที่ต้องรีบพบแพทย์

  • ปวดท้องอย่างรุนแรง
  • ปวดศีรษะ
  • มีไข้
  • คลื่นไส้
  • อ่อนเพลีย


ไข้ไทฟอยด์ หรือ ไข้รากสาดน้อย (Typhoid)

เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Salmonella Typhi โดยเชื้อชนิดนี้สามารถแพร่กระจายไปยังทุกส่วนของร่างกายได้ ซึ่งติดต่อได้จากการรับประทานอาหาร หรือดื่มน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อน และเมื่อเราสัมผัสกับเชื้อชนิดนี้แล้ว อาจส่งผลกระทบต่ออวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายได้ อีกทั้ง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ก็อาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงขั้นอันตรายถึงชีวิตได้

อาการไข้ไทฟอยด์ หรือไข้รากสาดน้อย

  • ไข้สูง
  • เบื่ออาหาร
  • แน่นท้อง
  • ท้องผูก


อาหารเป็นพิษ (Food Poisoning)

เป็นโรคที่พบบ่อยในช่วงหน้าร้อน ซึ่งเกิดจากการปนเปื้อนของเชื้อโรคจำพวก S.aureus หรือ B. cereus หรือ C. perfringens ส่วนใหญ่จะมีอาการหลังจากรับประทานที่มีรสจัด หรืออาหารที่ปรุงไม่สุกพอ เช่น อาหารค้างคืน เนื้อสัตว์ที่ปรุงไม่สุก หรือทานดิบ ๆ และเมื่อรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าไปแล้ว อาจทำให้เกิดอาการต่างๆตามมา ที่ทำให้การใช้ชีวิตของคุณอาจแย่ลง

อาการอาหารเป็นพิษ

  • อาเจียน ติดต่อกันไม่หยุดหรือมี เลือดออก
  • ปวดท้องในลักษณะปวดบิดเป็นพักๆ
  • ท้องเสีย
  • คลื่นไส้หรืออาเจียน


อหิวาตกโรค (Cholera)

เป็นโรคติดต่ออันตรายร้ายแรงและสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วซึ่งมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย วิบริโอ โคเลอรี (Vibrio Cholerae) ซึ่งเชื้อจะเข้าไปอยู่บริเวณลำไส้ และจะสร้างพิษออกมา และทำปฏิกิริยากับเยื่อบุผนังลำไส้เล็ก ทำให้เกิดอาการท้องร่วงอย่างรุนแรง จนทำให้ร่างกายเสียน้ำหรือเกลือแร่อย่างรวดเร็ว และหากปล่อยไว้ให้อาการรุนแรง ก็อาจอันตรายถึงชีวิตได้ โดยมีปัจจัยเสี่ยงมาจากการรับประทานอาหารที่ไม่ได้ผ่านการปรุงสุก หรือสดสะอาดนั่นเอง  

อาการอหิวาตกโรค

  • ถ่ายเหลวเป็นน้ำสีคล้ายน้ำซาวข้าว
  • ถ่ายมีมูกเลือด
  • ปวดท้องน้อยมาก
  • อาจมีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย



โรคบิด  (Dysentery)

โรคบิดจะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ก็คือ มีตัวก่อบิด และไม่มีตัวก่อบิด ซึ่งโรคบิดที่มีตัวก่อบิดจะเกิดจากเชื้ออะบีนา และเมื่อเชื้ออะมีบาเข้าไปสู่กระแสเลือด หรือแพร่ไปยังอวัยวะภายในต่างๆ ก็อาจทำให้เนื้อเยื่อในอวัยวะต่างๆถูกทำลาย หรือก่อให้เกิดฝีที่อวัยวะต่าง ๆ และอาจเกิดอาการติดเชื้อ หรืออาการอื่น ๆ ที่รุนแรงขึ้น ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาที่ทันท่วงทีก็อาจทำให้อันตรายถึงชีวิตได้

อาการที่มีตัวก่อบิด

  • ปวดท้องเวลาถ่าย
  • ถ่ายปนมูกปนเลือด
  • อาจมีฝีในตับ
  • ถ่ายอุจจาระบ่อยครั้ง

อาการที่ไม่มีตัวก่อบิด

  • ไข้สูง
  • ถ่ายเป็นมูกปนเลือด
  • ปวดท้อง
  • อาเจียน
  • เบื่ออาหาร


ยิ่งสูงวัย ยิ่งต้องระวังในช่วงหน้าร้อน

ด้วยอากาศที่ร้อนอบอ้าวในช่วงหน้าร้อนนี้ ทำให้เสี่ยงเกิดภาวะขาดน้ำได้ โดยเฉพาะวัยผู้สูงอายุที่ต้องได้รับการดูแลการดูแลอย่างใกล้ชิดจากคนในครอบครัว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะขาดน้ำที่รุนแรงจนถึงขั้นเป็นลมหมดสติได้ เพราะหากเป็นแบบนั้นก็อาจทำให้เสี่ยงโรคแทรกซ้อนต่างๆตามมาด้วย ดังนั้น หากผุ้สูงอายุมีอาการ วิงเวียนศรีษะ หน้ามืด พูดจาสับสน ให้รีบนำมาพบแพทย์ทันที เพื่อป้องกันไม่ให้เสี่ยงอันตรายรุนแรงมากขึ้นจนทำให้เสี่ยงเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวหรือไตวายได้


5 วิธีดูแลสุขภาพในช่วงหน้าร้อน

  • ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 8 แก้วขึ้นไป เพื่อทดแทนน้ำที่สูญเสียไป เพื่อป้องกันภาวะร่างกายขาดน้ำซึ่งอาจทำให้เกิดอาการหน้ามืดเป็นลมได้
  • เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และต้องผ่านการปรุงสุกที่สดสะอาดอยู่เสมอ
  • หลีกเลี่ยงการใช้ชีวิตประจำวันในสถานที่มีอากาศร้อนจัด แต่หากมีความจำเป็นต้องสัมผัสแดดควรทาครีมกันแดด สวมแว่นกันแดด หรือพกร่มไปด้วยทุกครั้ง
  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะอากาศร้อนอาจทำให้แอลกอฮอล์ถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้เร็วกว่าปกติ
  • กลุ่มเสี่ยงที่เป็นเด็กเล็ก ผู้สูงวัย และกลุ่มที่มีโรคประจำตัว ควรอยู่ในห้องที่มีอากาศระบายได้ดี
  • ควรใส่เสื้อผ้าที่ระบายความร้อนได้ดี หรือเลือกเสื้อผ้าที่สามารถดูดซับเหงื่อและระบายความร้อนได้ดี เพื่อไม่ให้ระคายเคืองผิวหนัง

ดังนั้น อย่าลืมดูเเลสุขภาพในช่วงหน้าร้อนนี้นะ เพื่อป้องกันไม่ให้คุณเสี่ยงเกิดโรคต่างๆที่มากับหน้าร้อนได้ เพราะหากเป็นแบบนั้นก็อาจทำให้การใช้ชีวิตในเเต่ละวันลำบากมากขึ้น หรือหากรุนเเรงไปกว่านั้นก็อาจส่งผลอันตรายถึงชีวิตได้

โพสท์ใน Fact Knowledge, สาระน่ารู้ | ปิดความเห็น บน โรคที่ต้องระวังในฤดูร้อน

 7 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพ ที่ควรรู้เอาไว้ เพื่อสุขภาพร่างกายและจิตใจที่ดี

          ในปัจจุบันนี้โรคภัยกลายเป็นสิ่งใกล้ตัวที่คอยถามหาเราอยู่เสมอ เราจึงต้องดูแลสุขภาพกันให้ดีเป็นพิเศษ บางคนอาจจะสรรหาอาหารเสริมหรืออาหารบำรุงต่าง ๆ เพื่อบำรุงให้มีสุขภาพที่ดี ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วการมีสุขภาพดีอาจเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คุณคิด

7 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพ

 

 กล้วย ช่วยลดอาการท้องอืดได้

      อาการท้องอืดเป็นอาการที่เกิดแก๊สจำนวนมากในกระเพาะอาหาร บางครั้งก็เกิดจากการรับประทานโซเดียมมากเกิน และเจ้ากล้วยนี่ล่ะค่ะที่จะช่วยทำให้อาการท้องอืดบรรเทาลงได้ เพราะกล้วยมีปริมาณโพแทสเซียมสูง ซึ่งจะไปจัดการกับผลกระทบที่เกิดจากโซเดียมส่วนเกินทำให้อาหารท้องอืดเบาบางลง แต่ถ้าคุณไม่อยากท้องอืดละก็ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีเกลือหรือโซเดียมมากเกินไปตั้งแต่แรกจะดีกว่า จะได้ไม่ต้องมานั่งอึดอัดไงล่ะ

น้ำในร่างกายจะทำให้น้ำหนักตัวของคุณจะขึ้นลงอย่างน้อยวันละ 1 – 2 กิโลกรัม

          ทำไมเวลาที่ชั่งน้ำหนักในตอนเช้าและตอนเย็นถึงต่างกัน ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่ได้กินเยอะมากมาย แต่นั่นก็เป็นเพราะน้ำหนักของน้ำในร่างกายที่มาจากอาหารที่มีรสเค็มหรือภาวะมีประจำเดือนของคุณที่ทำให้น้ำหนักเหล่านี้ขึ้นหรือลงตลอดเวลา แต่ถ้าหากคุณต้องการที่จะจัดการกับเจ้าน้ำหนักของน้ำที่มีในร่างกายละก็ คุณควรจะไปปรึกษาแพทย์เพื่อใช้ยาขับปัสสาวะก็ได้ค่ะ

7 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพ

 การนั่งอยู่กับที่มากกว่าวันละ 11 ชั่วโมงทำให้อายุสั้นลง

          การนั่งทำงานอยู่กับโต๊ะตลอดเวลาโดยไม่ลุกไปไหนทั้งวันอาจจะทำให้คุณอายุสั้นลงโดยที่ไม่รู้ตัว นั่นก็เป็นเพราะว่าเมื่อร่างกายของเราไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหนเลยก็อาจจะก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับระบบเผาผลาญ ระบบย่อยอาหาร ระบบขับถ่าย หรือแม้แต่ระบบไหลเวียนเลือด ดังนั้นถ้าอยากจะมีอาุยที่ยืนยาว ก็หมั่นลุกจากโต๊ะทำงานบ้างนะคะ แค่เพียงลุกไปเข้าห้องน้ำก็ช่วยได้มาก หรือถ้าไม่อยากลุกก็ลองยืดเส้นยืดสายที่โต๊ะทำงานดูนะคะ ก็ช่วยได้เหมือนกันค่ะ

ชาเขียวช่วยสร้างเสริมการทำงานของสมองได้

          ชาเขียวมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่สูง จึงช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้ แต่อีกประโยชน์หนึ่งที่สำคัญก็คือ ชาเขียวช่วยสร้างเสริมการทำงานของสมองได้อีกด้วย โดยมีการศึกษาหนึ่งพบว่าคนที่ดื่มชาเขียวเป็นประจำจะช่วยทำให้มีความจำดีกว่าผู้ที่ไม่เคยดื่มเลย

7 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพ

น้ำตาล ทำให้อาการช่วงมีประจำเดือนเลวร้ายลง

          การรับประทานน้ำตาลมากเกินไปจะไปทำให้แมกนีเซียมในร่างกายลดลง ทำให้ท้องอืด ซึ่งท้องอืดเป็นอาการที่คุณคงไม่อยากจะเป็นในช่วงมีประจำเดือนแน่ ๆ ดังนั้นถ้ามีประจำเดือน เปลี่ยนจากของหวานมาทานของว่างที่ดีต่อสุขภาพอย่างเช่นผลไม้จะดีกว่า

ข้าวโอ๊ตช่วยให้อารมณ์ดี

          ข้าวโอ๊ตนั้นจะไปช่วยเพิ่มระดับของเซโรโทนิน (Serotonin) ในสมอง ซึ่งสารชนิดนี้เป็นสารที่ช่วยทำให้อารมณ์ดีได้ค่ะ

7 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพ

การออกกำลังกายตั้งแต่วัยรุ่นจะช่วยให้มีความจำดีเมื่อแก่ตัวลง

          การเริ่มออกกำลังกายตั้งแต่ยังหนุ่มยังสาว นอกจากจะทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงสืบไปจนถึงอนาคตแล้ว ก็ยังเป็นผลดีต่อสมองอีกด้วย เพราะมีการศึกษาพบว่าการออกกำลังกายเป็นประจำในช่วงอายุ 20 ปีเป็นต้นไปจะช่วยให้มีความจำที่ดีแม้วัยจะล่วงเลยไปถึง 40 หรือ 50 ขึ้นไปแล้วก็ตาม

โพสท์ใน Fact Knowledge, สาระน่ารู้ | ปิดความเห็น บน  7 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพ ที่ควรรู้เอาไว้ เพื่อสุขภาพร่างกายและจิตใจที่ดี

อันตรายของแผลกดทับที่ต้องรู้

แผลกดทับ คือแผลที่เกิดจากการกด ทับ หรือเสียดสีของผิวหนังบริเวณนั้นๆ ทำให้การไหลเวียนของเลือดไปยังเนื้อเยื่อบริเวณนั้นผิดปกติไป คือน้อยเกินไปจนเกิดการสะสมของของเสีย ของเสียคั่ง ทำให้เกิดการบาดเจ็บของเซลล์ แผลกดทับสามารถเป็นได้ตั้งแต่มีรอยแดง ชา หรือรู้สึกเจ็บผิดปกติ ไปจนถึงเป็นแผลเปิด และรุนแรงจนเกิดเนื้อตาย หรือลุกลามถึงกระดูกก็มี

แผลกดทับ 4 ระยะที่ต้องรู้

  • ระยะที่ 1 เริ่มปรากฏเป็นรอยแดงหรือรอยคล้ำบนผิวหนัง แต่ผิวจะยังไม่มีรอยแยก ไม่ฉีกขาดจากกัน
  • ระยะที่ 2 เริ่มเกิดเป็นแผลตื้น ผิวหนังเริ่มพอง เริ่มเป็นตุ่มน้ำใส
  • ระยะที่ 3 ปรากฏแผลเป็นรอยลึกถึงชั้นไขมัน ชั้นผิวหนังบริเวณแผลทั้งหมดถูกทำลาย
  • ระยะที่ 4 ปรากฏเป็นแผลลึกมองเห็นถึงกระดูก เอ็น กล้ามเนื้อ เนื่องจากผิวหนังถูกทำลายอย่างร้ายแรง

ส่วนแผลกดทับที่เป็นเนื้อสีซีด หรือดำคล้ำ จัดเป็นแผลที่ยังไม่ระบุระยะ (UnStage) และโดยมากเนื้อตายภายใต้รอยดำคล้ำเหล่านั้นมักกินลึกถึงไขมันหรือกล้ามเนื้อเป็นต้นไปแล้ว  ภายนอกอาจดูแห้ง แต่การตายจะลึกลงเรื่อยๆ ถ้าไม่รีบรักษาโดยเร็ว

อันตรายของแผลกดทับ

หากละเลย หรือไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกวิธี ก็จะกลายเป็นเนื้อตายที่สามารถลุกลามเป็นบริเวณกว้างและลึกได้ในเวลาไม่นาน จนอาจทำให้สูญเสียอวัยวะ หรือติดเชื้อจนส่งผลให้การทำงานของอวัยวะภายในล้มเหลว และเสียชีวิตได้ในที่สุด

ใครบ้างที่ต้องระวังการเกิดแผลกดทับ

  • คนที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้เป็นปกติ เช่น มีภาวะอ่อนแรง อัมพฤกษ์ อัมพาตผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง รวมไปถึงผู้ที่จำเป็นต้องสวมใส่เฝือก สอดสายอุปกรณ์ช่วยเหลือต่างๆ เป็นระยะเวลานาน
  • คนที่รับรู้ความรู้สึกตามอวัยวะต่างๆ ได้ไม่สมบูรณ์ เช่น มีอาการชาตามปลายมือปลายเท้าในผู้ที่เป็นเบาหวาน หรือในผู้ที่เคยเข้ารับการผ่าตัดสมอง กระดูก หรือเส้นประสาทต่างๆ ก็มีโอกาสเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น

นอกจากการกดทับหรือเสียดสีกันของผิวหนังกับพื้นผิวต่างๆ แล้ว ความชื้นก็เป็นอีกตัวการสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงการเป็นแผลกดทับได้ ไม่ว่าจะการชื้นและระคายเคือง (irritation) จากเหงื่อ ปัสสาวะ อุจจาระ เพราะความชื้นจะทำให้ผิวหนังบริเวณที่ชื้นแฉะเปื่อย ลอก อักเสบ และตายมากขึ้น

แผลกดทับหายได้ แต่ก็มีโอกาสเป็นซ้ำเพราะแผลกดทับส่วนใหญ่ เกิดจากการกดทับซ้ำๆ หากมีการปรับเปลี่ยนท่าทาง หรืออุปกรณ์ไม่ให้กดซ้ำบริเวณเดิมนานๆ และมีการดูแลแผลอย่างถูกวิธี ก็มีโอกาสที่แผลจะหายกลับเป็นปกติได้ แต่ในทางกลับกันก็สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้

การป้องกันการเกิดแผลกดทับ

  • หลีกเลี่ยงการกดทับซ้ำๆ บริเวณแผล แปะเทปติดสายต่างๆ แบบไม่กดแน่นผิวหนัง เปลี่ยนตำแหน่งท่าทางร่างกายบ่อยๆ ใช้หมอนหนุนรอยแผลและปุ่มกระดูกต่างๆ
  • หากมีโรคประจำตัว แนะนำให้คุมโรคให้ดี เช่น คุมน้ำตาลในเบาหวาน ปรับยารักษาโรคหัวใจ ตับ ไต ยาบำรุงเลือด เพิ่มอาหารให้มีโภชนาการที่ดี ปรับยา วิตามิน
  • ดูแลแผลให้สะอาด เลือกวัสดุแปะแผลที่เหมาะสม
  • ควรพลิกตัว ปรับเปลี่ยนท่าทางทุก 2 ชั่วโมง
  • หากมีอาการผิดสังเกตหรือแผลที่เป็นไม่ดีขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง ควรรีบพบแพทย์ทันที

โพสท์ใน Fact Knowledge, สาระน่ารู้ | ปิดความเห็น บน อันตรายของแผลกดทับที่ต้องรู้

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช1เอ็น1 (A H1N1)

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ เอ เอช1เอ็น1 เป็นโรคติดต่อระหว่างคนสู่คน เริ่มพบที่ประเทศเม็กซิโก และสหรัฐอเมริกา ต่อมาได้แพร่ออกไปอีกหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย เป็นเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อน เกิดจากการผสมสารพันธุกรรมของเชื้อไข้หวัดใหญ่จากคน สุกร และนก

 การแพร่ติดต่อ 

เชื้อไวรัสที่อยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย แพร่ติดต่อไปยังคนอื่น ๆ  โดยการไอจามรดกันโดยตรง หรือหายใจเอาฝอยละอองเข้าไป หากอยู่ใกล้ผู้ป่วยในระยะ 1 เมตร บางรายได้รับเชื้อทางอ้อมผ่านทางมือ หรือสิ่งของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น แก้วน้ำ ลูกบิดประตู  โทรศัพท์ ผ้าเช็ดมือ เป็นต้น เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูก ตา ปาก

  • ผู้ป่วยอาจเริ่มแพร่เชื้อได้ ตั้งแต่ 1 วันก่อนป่วย
  • ช่วง 3 วันแรก จะแพร่เชื้อได้มากสุด
  • และระยะแพร่เชื้อมักไม่เกิน 7 วัน

อาการป่วย

ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเริ่มมีอาการหลังจากได้รับเชื้อไวรัส 1 – 3 วัน น้อยรายที่นานถึง 7 วัน อาการป่วยใกล้เคียงกับโรคไข้หวัดใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วไป เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ไอ เจ็บคอ  อาจมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียร่วมด้วย ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง  หายป่วยได้โดยไม่ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล อาการจะทุเลาและหายป่วยภายใน 5 – 7 วัน แต่บางรายที่มีอาการปอดอักเสบ รุนแรง จะพบว่าหายใจเร็ว เหนื่อย หอบ หายใจลำบาก อาจทำให้เสียชีวิตได้

 การรักษา 

ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที ซึ่งแพทย์จะพิจารณาให้ยาต้านไวรัส คือยาโอลเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) เป็นยาชนิดกิน หากผู้ป่วยได้รับยาภายใน 2 วันหลังเริ่มป่วย จะให้ผลการรักษาดี ผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อย เช่น มีไข้ต่ำ ๆ และยังรับประทานอาหารได้ อาจไปพบแพทย์ที่คลินิก  หรือรับยา และขอคำแนะนำจากเภสัชกรใกล้บ้าน และดูแลรักษากันเองที่บ้าน โดย

  • รับประทานยารักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้พาราเซตามอล ยาละลายเสมหะ เป็นต้น
  • เช็ดตัวลดไข้เป็นระยะ ด้วยน้ำสะอาด ไม่เย็น
  • ดื่มน้ำสะอาดและน้ำผลไม้มาก ๆ งดดื่มน้ำเย็น
  • พยายามรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ได้มากพอ เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ไข่ ผัก ผลไม้ เป็นต้น หากรับประทานอาหารได้น้อย อาจต้องได้รับวิตามินเสริม
  • นอนหลับพักผ่อนมาก ๆ ในห้องที่อากาศถ่ายเทดี
  • ไม่จำเป็นต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ ยกเว้นติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ซึ่งต้องรับประทานยาจนหมดตามแพทย์สั่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ดื้อยา

 การป้องกันไม่ให้ติดเชื้อ

  • หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่
  • หากต้องดูแลผู้ป่วย  ควรสวมหน้ากากอนามัย  เมื่อดูแลเสร็จ  ควรรีบล้างมือด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาดทันที
  • ไม่ใช้แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ช้อนอาหาร ผ้าเช็ดมือ  ผ้าเช็ดหน้าร่วมกับผู้อื่น  โดยเฉพาะผู้ป่วย ไข้หวัดใหญ่
  • ใช้ช้อนกลางทุกครั้ง  เมื่อรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น
  • หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังไอ จาม
  • รักษาสุขภาพให้แข็งแรง โดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ รวมทั้งไข่ นม ผัก และผลไม้ ดื่มน้ำสะอาดและนอนหลับพักผ่อนให้พอเพียง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงบุหรี่และสุรา

โพสท์ใน Fact Knowledge, สาระน่ารู้ | ปิดความเห็น บน ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช1เอ็น1 (A H1N1)

10เคล็ดลับในการดูแลร่างกายเพื่อให้สุขภาพกายและใจแข็งแรง

             การดูแลสุขภาพของตัวเองให้อยู่ในสภาพที่ดีอยู่เสมอจะช่วยให้เรานอนหลับสบาย และเพิ่มความสามารถในการทำงาน หรือกิจกรรมประจำวันได้ดีขึ้น แถมยังช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดี ดั่งคำที่ว่า “ความสุขที่แท้จริง เริ่มต้นจากสุขภาพที่ดี”

            นอกจากนี้การดูแลสุขภาพให้ดียังช่วยลดโอกาสเกิดโรคร้ายแรงได้อีกด้วย ดังนั้นการดูแลสุขภาพจึงเป็นเรื่องที่เราต้องให้ความสำคัญ ก็มี 10 เคล็ดลับง่าย ๆ ในการดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรง บ้างมีดังนี้

การเลือกรับประทานอาหารเป็นหนึ่งในวิธีง่าย ๆ ในการดูแลสุขภาพ
  1. เลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อการดูแลสุขภาพ
  2. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ 
  3. การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 
  4. ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้วต่อวัน 
  5. ปรับวิธีคิดให้เหมาะสม เพื่อสุขภาพจิตที่ดี 
  6. การฝึกทำสมาธิ และปล่อยวางจากความเครียด 
  7. ใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ เมื่อออกไปที่สาธารณะ 
  8. ทานอาหารเสริม 
  9. งดดื่มสุรา ของมึนเมา และบุหรี่ 
  10. เข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำ

            หนึ่งในการดูแลสุขภาพที่ดีอย่างการเข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำ จะทำให้เรารับรู้สภาพร่างกายของเราได้ดีมากขึ้น อีกทั้งยังลดโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดโรคในอนาคตได้ เพราะว่าโรคร้ายบางอย่างจะต้องใช้เวลาในการแสดงอาการ หากว่าเราเข้ารับการดูแลสุขภาพ และตรวจสุขภาพเป็นประจำก็จะเจอโรคได้เร็วขึ้น เป็นการเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายได้

โพสท์ใน Fact Knowledge, สาระน่ารู้ | ปิดความเห็น บน 10เคล็ดลับในการดูแลร่างกายเพื่อให้สุขภาพกายและใจแข็งแรง