โรคเก๊าท์ (Gout arthritis)

โรคเก๊าท์ (Gout  arthritis)

เป็นโรคที่มีการอักเสบของข้อชนิดเป็น ๆ หายๆ เกิดจากการตกผลึกของกรดยูริคในเนื้อเยื่อและข้อต่างๆ  มักพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ประมาณ 9-10 เท่า ส่วนมากจะพบในผู้ชายอายุมากกว่า 30 ปีขึ้นไป    ส่วนผู้หญิงมักพบหลังวัยหมดประจำเดือน 

สาเหตุ

เกิดจากร่างกายมีกรดยูริค  ( Uric acid )   มากเกินไป มีความบกพร่องในการรักษาดุลของกรดยูริคในร่างกาย   คือ   ถ้าร่างกายสร้างกรดยูริคมากเกินไป หรือไตขับกรดยูริคได้น้อยลง ก็จะทำให้มีกรดยูริคคั่งอยู่ในร่างกายมากผิดปกติ   ซึ่งจะตกผลึกสะสมอยู่ตามข้อ  ผิวหนัง  ไต และอวัยวะอื่นๆ

กรดยูริคในร่างกายได้มา  ทาง  คือ

  1.   ร่างกายสร้างขึ้นมาเอง
  2.   อาหาร  ได้จากอาหารที่มีพิวรีน  เช่น  เครื่องในสัตว์  เนื้อสัตว์  หน่อไม้  ปู  กุ้ง  หอย  เห็ด  ผักโขม  สารพิวรีน   ไม่ว่าจะได้มาจากอาหาร  หรือร่างกายสร้างเอง  จะถูกเปลี่ยนเป็น hypoxanthine และ xanthine โดยเอนไซม์  หลายชนิดแล้วเปลี่ยนเป็นกรดยูริค

โรคเก๊าท์   แบ่งออกเป็น  ชนิด

  1. Primary  gout   สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบ  ความผิดปกติอาจอยู่ที่สร้างกรดยูริคมากเกินไป หรือมีการขับถ่ายยูริคน้อย  มักพบในผู้ป่วยที่มีภาวะกรดยูริคในเลือดสูงนำมาก่อนเป็นเวลานาน  พบมากในเพศชายวัยกลางคน  หรือเริ่มชรา  ในผู้หญิงที่มีอายุมากและหมดประจำเดือน  อาจเป็นโรคทางพันธุกรรมได้
  2.   Secondary  gout   ชนิดนี้มีกรดยูริค  เนื่องจากโรค  หรือพยาธิสภาพต่างๆ  เช่น  สาเหตุทางโลหิตวิทยา  ความผิดปกติของไต , ต่อมหมวกไต , ต่อมไร้ท่อ , ระบบหัวใจและหลอดเลือด  และสาเหตุจากการใช้ยาบางชนิด ข้อที่พบว่าเกิดโรคบ่อย  คือ  
  • ข้อของนิ้วหัวแม่เท้า
  • ข้อเท้า
  • ข้อของนิ้วมือ
  • ข้อมือ

อาการและอาการแสดง

ระยะแรก  พบภาวะกรดยูริคในเลือดสูงนำมาก่อน  แต่ไม่มีอาการของข้ออักเสบ  ระยะนี้นาน  10-20  ปี  จึงเข้าสู่ระยะที่มีการอักเสบของข้อ

ระยะข้ออักเสบเฉียบพลัน  โดยเริ่มจากข้อใดข้อหนึ่งก่อน  50-70%  ของผู้ป่วยจะมีอาการอักเสบที่นิ้วหัวแม่เท้า  ข้ออื่นก็พบได้  แต่มักพบในข้อเล็กๆ    การอักเสบของข้อมักเกิดภายหลังที่

รับประทานอาหารเป็นจำนวนมาก   และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์  การปวดที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันมักเริ่มในตอนเย็น หรือกลางคืน  จะมีอาการรุนแรงประมาณ  2-3  วัน  แล้วค่อยทุเลาลงเอง  ขณะที่ข้ออักเสบจะมีไข้  เบื่ออาหาร  อ่อนเพลีย  ข้อบวม  

ระยะเรื้อรัง   มักพบก้อนผลึกยูเรต  ที่ขึ้นตามที่ต่างๆ  ความแข็งของก้อนทำให้เกิดความเจ็บปวดที่ข้อต่อ   ทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นตาย  ก้อนที่อยู่ใต้ผิวหนังจะตึง  มีความบางและเป็นมันในผู้ป่วยที่มีการอักเสบเรื้อรังของข้อ        ข้อจะถูกทำลายและที่มีอาการรุนแรงจะพบความผิดปกติของไต

ในระยะหลัง เมื่อข้ออักเสบหลายข้อ มักสังเกตว่ามีปุ่มก้อนขึ้นที่บริเวณที่เคยอักเสบบ่อยๆ เรียกว่า ตุ่มโทฟัส ( tophus/tophi ) ซึ่งเป็นแหล่งสะสมของสารยูริค ปุ่มก้อนนี้จะโตขึ้นเรื่อยๆ จนบางครั้งแตกออกมีสารขาวๆ คล้ายชอล์ก หรือยาสีฟัน ไหลออกมากลายเป็นแผลเรื้อรัง หายช้าในที่สุดข้อต่างๆ จะค่อยๆ  พิการ และใช้งานไม่ได้

              – ข้อที่พบว่าเป็นโรคเก๊าท์ได้บ่อยที่สุด ได้แก่ ข้อโคนนิ้วหัวแม่เท้า ส่วนข้ออื่นๆ ที่พบ ได้แก่ ข้อเข่า ข้อเท้า ข้อต่อของกระดูกเท้า ข้อต่อของกระดูกมือ ข้อมือ และข้อศอก 

              – ข้อที่พบว่าเป็นโรคเก๊าท์ได้น้อย ได้แก่ ข้อไหล่ ข้อสะโพก และข้อสันหลัง 

 

สิ่งที่ตรวจพบ

ข้อที่ปวด มีลักษณะ บวม  แดง  ร้อน  อาจมีไข้ ร่วมด้วย บางรายอาจมีตุ่มโทฟัส 

การวินิจฉัยโรค 

–   จากการซักถามประวัติอาการโดยละเอียด และตรวจร่างกายทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อที่มีการอักเสบ

–   ตรวจระดับของกรดยูริคในเลือด  คนที่เป็นโรคนี้มักจะมีระดับกรดยูริกในกระแสเลือดสูงกว่าปกติ  แต่ไม่เสมอไปทุกคน และหลายคนที่มีระดับกรดยูริกสูงในกระแสเลือด แต่กลับไม่มีอาการข้ออักเสบจาก  โรคเกาต์ 

                   –   ระดับยูริคปกติ     เพศชาย  ไม่เกิน 6 มก./ดล.  

                   –   ระดับยูริคปกติ    เพศหญิง  ไม่เกิน 7 มก./ดล.  

–   ตรวจสารน้ำในข้อ พบผลึกของกรดยูริค (monosodium urate monohydrate crystal) หรือที่นิยมเรียกย่อๆ ว่า MSU ลักษณะของผลึกเป็นรูปเข็มเล่มบางๆ พบอยู่ภายในเซลล์ และมองเห็นเป็น strongly negatively birefringent     

–   ในวินิจฉัยโรคเก๊าท์ ต้องแยกโรคข้ออักเสบจากการติดเชื้อออกไปก่อนเสมอ วิธีที่ดีที่สุดคือ การเจาะข้อ และตรวจสารน้ำในข้อ

         –   โรคเก๊าท์เทียม (pseudogout) เกิดจากผลึก calcium pyrophosphate dihydrate ลักษณะอาการของโรคบางประการคล้ายกับโรคเก๊าท์ 

การรักษาโรค  Gout ตามทฤษฎี / การรักษาที่ผู้ป่วยได้รับ/การส่งต่อในกรณีศึกษา

การรักษาตามทฤษฎี

วัตถุประสงค์ของการใช้ยาในการรักษาโรคเก๊าท์ มีอยู่ด้วยกัน 4 ประการ คือ

  1. เพื่อระงับข้ออักเสบเฉียบพลันจากโรคเก๊าท์
  2. เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้ออักเสบซ้ำ
  3. เพื่อลดระดับกรดยูริกในเลือดให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ
  4. เพื่อควบคุมโรคอื่นๆที่พบร่วมด้วย เช่น ความดันโลหิตสูง ไตพิการ เบาหวาน หรือ ไขมันในเลือดสูง เป็นการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

การใช้ยาเพื่อระงับข้ออักเสบเฉียบพลันจากโรคเก๊าท์ มีอยู่ด้วยกัน 2 กลุ่ม คือ 

  1. Colchicine  เป็นยาที่มีความจำเพาะสำหรับการรักษาข้ออักเสบจากโรคเก๊าท์ ใช้ไม่ค่อยได้ผลในโรคข้ออักเสบชนิดอื่น  ขณะที่มีข้ออักเสบกำเริบให้กิน colchicine (0.6 มก.) 1 เม็ดวันละ 3 เวลาในระยะ 1-2 วันแรก ไม่ควรรักษาโดยให้กินยาครั้งละ 1 เม็ดทุก 1-2 ชั่วโมงตามทฤษฎีเพราะผู้ป่วยมักจะเกิดอาการข้างเคียง เช่น ปวดท้อง ท้องเสีย คลื่นไส้และอาเจียน เมื่ออาการเริ่มดีขึ้นให้ลดขนาดยาลงเป็น 1 เม็ดเช้าเย็น และหยุดยาได้เมื่อข้ออักเสบหายสนิท โดยทั่วไปถ้าใช้ยาได้อย่างเหมาะสมอาการจะดีขึ้นเร็วและหยุดยาได้ภายใน 1 สัปดาห์ 
  2. ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID) เป็นยาต้านอักเสบที่ไม่จำเพาะ ใช้รักษาโรคข้ออักเสบได้หลายชนิดรวมทั้งโรคเก๊าท์ด้วย โดยทั่วไปจะใช้ NSAIDs ตัวไหนก็ได้ยกเว้นแอสไพรินและ phenylbutazone  เนื่องจากยาทั้งสองขนานออกฤทธิ์ต่อระดับกรดยูริกในเลือดซึ่งเป็นฤทธิ์ที่ไม่พึงประสงค์ในการรักษาข้ออักเสบเฉียบพลันจากโรคเก๊าท์ โดยทั่วไปจะเลือกใช้ NSAIDs ที่มีระยะกึ่งชีพสั้นเพื่อให้ออกฤทธิ์เร็ว โดยให้กินในขนาดสูง (maximum dose) ในระยะ 1-2 วันแรก (ตารางที่ 1) แต่ต้องระวังผลข้างเคียงจากการกิน NSAID ในขนาดสูง เช่น ทำให้เกิดแผลหรือเลือดออกในกระเพาะอาหาร มีเกลือและน้ำคั่งในร่างกาย ทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลเสียต่อผู้ป่วยที่มีโรคหัวใจอยู่เดิม นอกจากนี้การใช้ NSAID ในผู้ป่วยโรคเก๊าท์ที่มีไตเสื่อมอยู่เดิมอาจทำให้ไตวายเฉียบพลัน  และการใช้ indomethacin ในผู้ป่วยสูงอายุอาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะหรือซึมลงได้บ่อย  ยา NSAID ในกลุ่ม COX2 แม้จะลดอาการปวดได้ดีแต่ไม่มีข้อบ่งชี้ในการรักษาข้ออักเสบเฉียบพลันจากโรคเก๊าท์  

 

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *