ก.ค. 17

การสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพระดับชุมชนในการลดโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานด้วยภาพยนตร์แอนิเมชัน

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สร้างสื่อแอนิเมชันสำหรับการสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพระดับชุมชนในการลดโรคความดันโลหิตสูง และเบาหวาน (2) ศึกษาประสิทธิผลของสื่อภาพยนตร์แอนิเมชันต่อการรับรู้และความพึงพอใจของประชาชนกลุ่มเสี่ยงด้วยโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานในเขตอำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีกลุ่มเป้าหมายจำนวน 50 คน ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ สื่อภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่องการสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพระดับชุมชนในการลดโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวาน แบบประเมินคุณภาพของสื่อโดยผู้เชี่ยวชาญ แบบประเมินการรับรู้ และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการวิจัยปรากฏ ดังนี้ (1) ผู้เชี่ยวชาญได้ประเมินสื่อที่ผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้น โดยรวมอยู่ในระดับมาก (2) กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่มีการรับรู้ต่อสื่อภาพยนตร์แอนิเมชันที่พัฒนาขึ้น โดยรวมอยู่ในระดับมาก (3) กลุ่มเป้าหมายมีความพึงพอใจต่อสื่อภาพยนตร์แอนิเมชันที่พัฒนาขึ้น โดยรวมอยู่ในระดับมาก

โดยสรุปผลจากการศึกษาครั้งนี้พบว่า สื่อภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่องการสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพระดับชุมชนในการลดโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานมีประสิทธิผลต่อการรับรู้และพึงพอใจของกลุ่มเป้าหมาย และสามารถนำไปใช้ได้กับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเหมาะสม

 

>>อ่านรายละเอียด<<

พ.ค. 19

การพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมในการจัดการเด็กพัฒนาการสงสัยล่าช้าตำบลคลองน้อย อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช

หลักการและเหตุผลเด็กเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญของประเทศเพราะเด็กเป็นกำลังสำคัญที่ต้องเติบโต
เป็นผู้ทำหน้าที่พัฒนาประเทศชาติและบริหารบ้านเมืองต่อไปในอนาคตกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาพบว่ามีเด็กอายุ
ต่ำกว่า 5 ปีอย่างน้อย200ล้านคนมีพัฒนาการไม่สมวัยผลการคัดกรองพัฒนาการเด็กปฐมวัยไทย พ.ศ.2560พบ
เด็กไทยมีพัฒนาการสมวัย 78.4 % พัฒนาการสงสัยล่าช้า 21.6 %วัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการมีส่วนร่วมใน
การจัดการเด็กพัฒนาการสงสัยล่าช้ามุ่งส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของคนในชุมชนเพื่อเฝ้าระวังพัฒนาการ
เด็กสงสัยล่าช้าวิธีการศึกษาการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR)ผล
การศึกษา

1)  ขั้นตอนก่อนพัฒนารูปแบบ ศึกษาบริบทและสถานการณ์ โดยใช้กระบวนการสัมภาษณ์ CIPP model
ในกลุ่มผู้บริหาร ผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ จำนวน 42 คนระยะเวลาศึกษา1ต.ค.61-30ก.ย.62 และชี้แจงนโยบาย
มหัศจรรย์1000แรกแห่งชีวิต

2)ระยะพัฒนารูปแบบสร้างนโยบายการข้อตกลงร่วมกันเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กขับเคลื่อนผ่านนโยบายมหัศจรรย์1000วันแรกแห่งชีวิตและศึกษาข้อมูลสถานการณ์พัฒนาการเด็ก0-5ปีกำหนดแนวทางในการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก0-5ปีแนวทางในกาติดตามส่งต่อ และประเมินผลเด็ก0-5ปี พัฒนาสมรรถนะบุคคลากร อาสาสมัครสาธารณสุข ครูศูนย์พัฒนาเด็ก ผู้นำชุมชน จัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการ

3)ระยะประเมินรูปแบบประเมินผลกิจกรรมใช้กระบวนการสัมภาษณ์CIPP modelประเมินนโยบายมหัศจรรย์1000วันแรกของ
ชีวิตและกระบวนการ Focus group ปะเมินสถานการณ์พัฒนาการเด็ก0-5ปีประเมินการใช้คู่มือ DSPM เต็มพื้นที่
ประเมินกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการเด็ก มีนวัตกรรม สื่อการสอน ระบบการส่งต่อแบบมีส่วนร่วม
กระบวนการพัฒนาท าให้เกิดกาพัฒนาศักยภาพผู้น าชุมชนด้านการสงเสริมพัฒนาการเด็กที่สามารถจัดการสุขภาพ
ชุมชนของตนเองได้อย่างมีส่วนร่วมเกิดการประสานการท างานของผู้น าชุมชนด้านการส่งเสริมพัฒนาการเด็กเกิด
ความร่วมมือเป็นเครือข่ายสุขภาพของภาคส่วนต่างๆและสามารถจัดการวางแผนชุมชนตนเองได้แบบมีส่วนร่วม
พบว่าองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ผู้นำำชุมชนและผู้ปกครองเด็ก ครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เจ้าหน้าทีโรงพยาบาล
ส่งเสริมสุขภาพต าบลส่วนใหญ่มีความพร้อมและยินดีที่จะส่งเสริม เฝ้าระวัง ร่วมสร้างนโยบายร่วมกันในการด าเนิน
โครงการต่างๆ เพื่อสร้างความเข้มแข็งของสังคม ในการจัดการเด็กพัฒนาการสงสัยล่าช้า ผลส าเร็จของการศึกษา
คือการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาเด็กพัฒนาการสงสัยล่าช้า ในชุมชน เห็นได้จาก การเกิดนักวิจัยชุมชนโดยคน
ในชุมชน เกิดนวัตกรรม สื่อการสอน แนวทางการคัดกรอง แนวทางการส่งต่อ และครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมี
บทบาทในการเฝ้าระวังพัฒนาการเด็กมากขึ้นเกิดกลุ่มแกนน าในชุมชนที่มีการดำเนิ
กิจกรรมมีแนวทางในการ
ดำเนินงานต่อเนื่องในการเฝ้าระวังติดตามพัฒนาการเด็กแบบมีส่วนร่วมเป็นรูปแบบการจัดการและแบบอย่างที่ดี
กับพื้นที่ต่างๆและสมารถขยายผลให้กับพื้นที่อื่นๆได้


ข้อเสนอแนะสร้างระบบฐานข้อมูลให้เป็นปัจจุบันเพื่อสะดวกในการวิเคราะห์ปัญหาเจ้าหน้าที่ผู้ประเมินต้องสร้าง
ความตระหนักรู้ให้กับผู้ปกครองให้มี HLในการใช้คู่ มือ DSPM ให้คุ่มค่าเกิดการเรียนรู้ผ่าน คิวอาร์โค้ต ของแต่ละ
ช่วงวัย ทดลองเก็บข้อมูลเพื่อวิเคราะห์มีผู้ปกครองเข้าถึงบริการมากน้อยขนาดไหนเพื่อทันยุค4.0ตามวัตถุประสงค์
ที่ตั้งไว้และจัดกิจกรรมเพื่อสร้างความตระหนักในผู้ปกครองเพื่อเป็นขวัญก าลังใจ
ค าส าคัญ (keyword)พัฒนารูปแบบ, วิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ,การจัดการ,เด็กพัฒนาการสงสัยล่าช้า
* พยาบาลวิชาชีพช านาญการศูนย์อนามัยที่ 11
** พยาบาลวิชาชีพช านาญการศูนย์อนามัยที่ 11
***พยาบาลวิชาชีพช านาญการศูนย์อนามัยที่ 11

 

>>> อ่านต่อ <<<

เม.ย. 24

ปัจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการเด็กปฐมวัย เขตสุขภาพที่ 11 The study of factors affecting early Childhood Development in health region 11

บทคัดย่อ

 

การวิจัยเชิงพรรณนา ครั้งนี้เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการเด็กปฐมวัย เขตสุขภาพที่ 11 กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย บิดา มารดา หรือผู้เลี้ยงดู และเด็กอายุตั้งแต่ 8 เดือน 16 วัน ถึง 5 ปี 11 เดือน 29 วัน จำนวน 800 คน โดยการสุ่มแบบขั้นลำดับ การเก็บรวบรวมข้อมูลจากสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก สัมภาษณ์บิดา มารดาหรือผู้เลี้ยงดูด้วยแบบสอบถามสถานการณ์พัฒนาการและพฤติกรรมการเลี้ยงดูเด็กของครอบครัวไทย และใช้แบบทดสอบพัฒนาการเด็กปฐมวัย(Denver II) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ ถดถอยโลจิสติก ผลการศึกษา พบว่า

1. เด็กปฐมวัยในเขตสุขภาพที่ 11 มีพัฒนาการสงสัยล่าช้า ร้อยละ 39.87 โดยล่าช้าด้านภาษามากที่สุด ร้อยละ 26.63 รองลงมา คือ ด้านกล้ามเนื้อมัดเล็ก ด้านสังคมและการช่วยตัวเอง และด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ร้อยละ 11.00, 8.13 และ 6.63 ตามลำดับ

2. ปัจจัยคัดสรรที่มีอิทธิพลต่อการพยากรณ์โอกาสพัฒนาการเด็กปฐมวัยในเขตสุขภาพที่ 11 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p-value <0.05 พบว่า ปัจจัยทางชีวภาพของมารดา คือ อายุ การศึกษา อาชีพ รายได้ ปัจจัยด้านสุขภาพและโภชนาการเด็กปฐมวัย คือ น้ำหนักทารกแรกคลอด สุขภาพช่องปาก การกินอาหารมื้อหลัก และน้ำหนักตามเกณฑ์ส่วนสูง ส่วนปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมและสังคม คือ อายุ การศึกษา อาชีพ และรายได้ของบิดา ผู้เลี้ยงดูเด็กในช่วงกลางวัน รวมถึงการรับรู้โรงเรียนพ่อแม่ของมารดา

>> อ่านต่อ <<

เม.ย. 24

ประสิทธิผลกระบวนการให้ความรู้โรงเรียนพ่อแม่ต่อ ภาวะโลหิตจางจากขาดธาตุเหล็กใน หญิง ตั้งครรภ์เขตพื้นที่บริการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพศูนย์อนามัยที่ 11 The effectiveness of parents school to iron deficiency of pregnant women at 11th regional Health Promotion center Nakhon Si Thammarat Province.

บทคัดย่อ

ปัญหาและผลกระทบจากภาวะโลหิตจางจากขาดธาตุเหล็กในหญิงตั้งครรภ์เป็นปัญหาที่ส าคัญของประเทศไทย โดย หญิงตั้งครรภ์เสี่ยงต่อการคลอดก่อนก าหนดและทารกน้ าหนักน้อยหลังคลอด การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) ท าการศึกษาระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2561 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2562 สุ่มตัวอย่างมา แบบเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มทดลองจ านวน 40 คน ได้รับการจัดกระบวนการเรียนรู้ตามโปรแกรม Brain based learning (BBL) ภาวะโลหิตจางจากขาดธาตุเหล็ก ส่วนกลุ่มเปรียบเทียบจ านวน 40 คน ไม่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามโปรแกรม Brain based learning (BBL) ภาวะโลหิตจางจากขาดธาตุเหล็ก ผลการทดลองพบว่า กลุ่มทดลองหญิงตั้งครรภ์มีการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมการรับรู้ด้านความเสี่ยง ด้านความรุนแรง ด้านการป้องกัน พฤติกรรมด้านการปฏิบัติตัวในการรับประทานอาหาร และยาเพื่อแก้ไขปัญหาภาวะโลหิตจาง การเปลี่ยนแปลงผลของความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดงในเลือด (Hematocrit) สูงขึ้น จากก่อนการทดลองแตกต่างอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่.05 และสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบแตกต่างอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่. 05 การป้องกันภาวะโลหิตจางจากขาดธาตุเหล็กมีความสัมพันธ์ด้านบวกระดับปานกลางกับพฤติกรรมการปฏิบัติตัวในการ รับประทานอาหารอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่.05 (r=.507,p-value=.001) การรับรู้ของหญิงตั้งครรภ์ด้านความเสี่ยงและด้าน การป้องกันภาวะโลหิตจางจากขาดธาตุเหล็กมีความสัมพันธ์ด้านบวกระดับปานกลางกับพฤติกรรมการปฏิบัติตัวในการ รับประทานยาอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่.05 (r=.414,p-value=.008),(r=.490,p-value=.001) ส่วนด้านอื่นๆไม่พบ ความสัมพันธ์ ค าส าคัญ : ภาวะโลหิตจางจากขาดธาตุเหล็ก หญิงตั้งครรภ์

>> อ่านต่อ <<

 

มี.ค. 27

การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจรที่มีคุณภาพในเขตสุขภาพที่ 11 A Model Development of the Elderly Care Quality in Health Regional 11

นางเบญจวัณ มากนวล,นางสาววันวิสา เสถียรพันธ์,นางสาวพิมพ์พร แซ่ลิ่ว
Benjawon Maknual, Wanvisa sathienpen, Pimporn Saeliw

          การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจรที่มีคุณภาพในเขตสุขภาพที่ 11 โดยการดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การวางแผนการดำเนินการ ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจร ระยะที่ 3 การปรับปรุงพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจร เครื่องมือที่ใช้ คือ หลักสูตรผู้จัดการการดูแลผู้สูงอายุ (Care Manager) แบบประเมินความรู้เกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจรและแบบประเมินทักษะการวางแผนการดูแลอย่างต่อเนื่อง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจรที่มีคุณภาพในเขตสุขภาพที่ 11 จากการออกแบบร่วมกันระหว่างผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัย กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลวิชาชีพและบุคลากรสาธารณสุข จำนวน 270 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง กลุ่มตัวอย่างได้รับความรู้และเกิดการพัฒนาในการดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจร ใช้ระบบฐานข้อมูล บูรณาการทุนและศักยภาพทางสังคมภายในและภายนอกพื้นที่ เน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิต สุขภาพความเป็นอยู่และการพึ่งพาตนเอง ดูแลผู้ที่จะเข้าสู่วัยผู้สูงอายุและผู้สูงอายุ โดยเน้น 5 มิติดังนี้ 1) การพัฒนาผู้สูงอายุในการจัดการตนเอง 2) การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อกับผู้สูงอายุ 3) การสร้างระบบผู้ดูแลในชุมชน (Care giver) 4) การพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุด้านอาชีพและรายได้ 5) การเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุ
ปัจจัยความสำเร็จคือ การสร้างภาคีเครือข่ายในทุกขั้นตอนประกอบด้วย ภาคีหลัก 3 ภาคี คือ ผู้สูงอายุ ผู้ให้บริการและผู้สนับสนุน

>>>>>  อ่านต่อ  <<<<<<

ม.ค. 30

การดูแลและเสริมพลังการดูแลผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่บ้าน Care and empowerment to care for Hypertensive patients at home

การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาและพัฒนารูปแบบการให้บริการการดูแลและเสริมพลังการดูแลผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่บ้าน สู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ เพื่อค้นหาบุคคลที่เป็นต้นแบบด้านสุขภาพตั้งแต่เดือน ตุลาคม พ.ศ. 2561 ถึงเดือน กันยายน พ.ศ. 2562 กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่รับการรักษาต่อเนื่องในคลินิกโรคความดันโลหิตสูงทั้งในเขตและนอกเขตรับผิดชอบของศูนย์อนามัยที่ 11 ในจังหวัดนครศรีธรรมราช เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ เครื่องมือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผ่านบัตรบันทึกกิจกรรมประจำวันที่บ้าน และประเมินผลการคัดกรองตามแบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ประกอบด้วยพฤติกรรมด้านการบริโภคอาหาร พฤติกรรมด้านการออกกำลังกาย พฤติกรรมด้านอารมณ์ และผลการรักษา มีกิจกรรมการวัดผลสำเร็จ โดยการใช้ Sticker เพื่อบ่งบอกระดับความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนที่มีผลต่อสุขภาพ และบันทึกข้อมูลในโปรแกรม Hos-xp ซึ่งเป็นโปรแกรมจัดเก็บข้อมูลงานบริการของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 11

ผลการศึกษา พบว่า ขั้นตอนที่สำคัญในการศึกษาและพัฒนารูปแบบการให้บริการการดูแลและเสริมพลังการดูแลผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่บ้าน สู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ เพื่อค้นหาบุคคลที่เป็นต้นแบบด้านสุขภาพ คือ การทำให้ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงตระหนักและยอมรับปัญหาสุขภาพ พบว่าเป็นปัญหาที่ตนต้องทำการปรับปรุงแก้ไข และมีรูปแบบการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม การสร้างค่านิยมร่วม (Share Value) ส่งผลต่อการพัฒนาสมรรถนะของผู้ป่วย และผู้ให้บริการในด้านการบริหาร การบริการความรู้ และการบริหารจัดการคุณภาพทำให้เกิดรูปแบบการบริหารจัดการเชิงระบบอย่างมีส่วนร่วมเป็นรูปธรรม และเกิดการพัฒนารูปแบบการให้บริการการดูแลและเสริมพลังการดูแลผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่บ้าน สู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ เพื่อค้นหาบุคคลที่เป็นต้นแบบด้านสุขภาพ ดังนั้น ในระยะหลังคลินิกโรคความดันโลหิตสูงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 11 จึงเริ่มกลยุทธ์การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ โดยเน้นปัญหาของตัวผู้ป่วยแต่ละรายจริงๆ มีผู้ป่วยและญาติมาเป็นผู้ร่วมในการสนทนาปัญหาต่างๆ ของผู้ป่วยที่พบจริงๆ ผ่านการใช้บัตรบันทึกกิจกรรมประจำวัน เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพโดยผู้ป่วยและญาติเลือกเองที่จะปรับเปลี่ยน และคำแนะนำอยู่บนพื้นฐานการเคารพต่อจิตวิญญาณ ความเชื่อ วัฒนธรรม สภาพแวดล้อม ตลอดจนวิถีการดำเนินชีวิตที่เป็นอยู่ทำให้ผู้ป่วยสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสมกับโรคได้จนสามารถควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจได้

ในที่สุดทางคณะผู้ดำเนินงานจึงคิดริเริ่มที่จะดำเนินงานอย่างเต็มรูปแบบและขยายผลต่อเนื่อง เป็นภาพรวมในระดับเครือข่ายพื้นที่ศูนย์อนามัยที่ 11

 

>>> อ่านต่อ <<<

ม.ค. 07

รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังต่อเนื่องจากโรงพยาบาลสู่ชุมชนด้วยระบบดิจิตอลในเขตพื้นที่บริการศูนย์อนามัยที่11

ผลการดำเนินงาน

 

ข้อเสนอแนะ

 

ประวัติผู้วิจัย

 

 

นางสาว ชนธิรา พูนขันธ์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ

ม.ค. 07

การพยาบาลผู้ป่วยภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำของผู้สูงอายุโรคเบาหวานที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพศูนย์อนามัยที่11 นครศรีธรรมราช

ผลการดำเนินงาน
เรื่อง การพยาบาลผู้ป่วยภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำของผู้สูงอายุโรคเบาหวานที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพศูนย์อนามัยที่11 นครศรีธรรมราช

>>> อ่าน <<<


ผลการดำเนินงาน15หน้าและ
ข้อเสนอแนวคิด เรื่อง การเพิ่มประสิทธิภาพการฉีดยาอินซูลินในผู้ป่วยเบาหวาน
>>> อ่าน <<<


น.ส.วรางคณา ผดุงกิ่งตระกูล
พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ

ธ.ค. 09

ผลของโปรแกรมความรู้เรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของอาสาสมัครสาธารณสุขในพื้นที่เขตบริการที่ ๑๑ นครศรีธรรมราช

การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลองนี้ เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของโปรแกรมความรู้
เรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของอาสาสมัครสาธารณสุขในพื้นที่บริการศูนย์อนามัยที่ ๑๑ นครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่าง
คือ อาสาสมัครสาธารณสุขในพื้นที่บริการศูนย์อนามัยที่ ๑๑ นครศรีธรรมราช จำนวน ๑๓๙ คน รวบรวมข้อมูลโดยใช้
แบบทดสอบความรู้เรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ แบบบันทึกข้อมูลการเยี่ยมมารดาและทารก และแบบบันทึกข้อมูลจาก
การไลน์ติดตามเยี่ยมหญิงหลังคลอดในการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ผ่านอาสาสมัครสาธารณสุขในพื้นที่บริการ
ศูนย์อนามัยที่ ๑๑ การตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ๓ ท่านได้เท่ากับ 1 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ
ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ paired t-test ผลการวิจัยพบว่า
1. กลุ่มตัวอย่างอาสาสมัครสาธารณสุขในพื้นที่บริการศูนย์อนามัยที่ ๑๑ นครศรีธรรมราช จำนวน ๑๓๙ คน
ส่วนใหญ่มีอายุอยู่ระหว่าง ๔0- ๔๙ ปี คิดเป็นร้อยละ ๖๔.๗ มีการศึกษาส่วนใหญ่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรีมากที่สุด คิด
เป็นร้อยละ ๘๒.๗
๒. คะแนนความรู้เรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของอาสาสมัครสาธารณสุขหลังได้รับโปรแกรมความรู้เรื่องการเลี้ยง
ลูกด้วยนมแม่สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมความรู้เรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่่ 0.05 (p=
.000)
๓. อัตราทารกกินนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือนในพื้นที่บริการศูนย์อนามัยที่ ๑๑ ปี พ.ศ. ๒๕๕๙ (ตั้งแต่ 1
ตุลาคม ๒๕๕๘ – ๓0 มีนาคม ๒๕๕๙) เท่ากับ 3๘.๘๒ เพิ่มขึ้น 1 ระดับ รอยละ ๑0
๔. การไลน์ติดตามเยี่ยมหญิงหลังคลอดในการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ผ่านอาสาสมัครสาธารณสุขในพื้นที่
บริการศูนย์อนามัยที่ ๑๑ พ.ศ. ๒๕๕๙ คิดเป็นร้อยละ 100

 

>>> อ่านต่อ <<<<

ต.ค. 25

ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ในกลุ่มวัยทำงาน เขตสุขภาพที่11

ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ในกลุ่มวัยทำงาน เขตสุขภาพที่11

เอกสารแนบ

ผู้รับผิดชอบโครงการ

นางนันทนาถ ช่วยสกุล ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ

Older posts «